“วิกฤตทุก 10 ปี” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ: ถอดรหัสวัฏจักรอสังหาฯ ไทย​

Share This Post

ท่ามกลางข่าวสารและสัญญาณที่หลากหลายเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน หลายคนอาจกำลังสับสนและตั้งคำถามว่า “นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการซื้อหรือไม่?” หรือ “ตลาดกำลังจะล่มสลายหรือกำลังจะฟื้นตัวกันแน่?” ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การตัดสินใจเป็นเรื่องยาก

การมีอสังหาริมทรัพย์ไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อการลงทุน ถือเป็นความฝันของใครหลายคน แต่คำถามสำคัญที่นักลงทุนทุกคนต้องเผชิญคือ “จังหวะ” ไหนคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการซื้อ และเวลาใดคือช่วงที่ควรขาย? การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงผลกำไรที่หายไปหรือการติดอยู่กับการลงทุนที่ขาดทุน

หัวใจสำคัญของการไขปริศนานี้อยู่ที่การทำความเข้าใจในสิ่งที่เราเรียกว่า “วัฏจักรอสังหาริมทรัพย์” (Property Cycle) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ชาญฉลาดและสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าคนส่วนใหญ่ในตลาด โดยทั่วไปวัฏจักรนี้ประกอบด้วย 4 ระยะหลัก คือ เฟื่องฟู – บูม (Expansion), ชะลอตัว – ฝ่อ (Hyper Supply), ตกต่ำ – ฟุบ (Recession), และฟื้นตัว – ฟื้น (Recovery) การรู้จักว่าตลาดอยู่ในระยะใด คือความได้เปรียบที่แท้จริง

ถอดรหัสวัฏจักรอสังหาฯ ไทย

แม้ในภาพรวมระดับสากลวัฏจักรหนึ่งอาจใช้เวลานานถึง 18 ปี แต่ข้อมูลในอดีตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกลับเผยให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจนและน่าสนใจยิ่งกว่า

ข้อเท็จจริงสำคัญคือ ตลาดอสังหาฯ ไทยเผชิญกับวิกฤตหรือภาวะตกต่ำครั้งใหญ่ในทุกๆ 10 ปีโดยประมาณ ซึ่งยืนยันได้จากเหตุการณ์สำคัญในอดีต:
• ปี 2540 (1997): วิกฤตต้มยำกุ้ง
• ปี 2551 (2008): วิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis)
• ปี 2563 (2020): วิกฤตโควิด-19 (COVID-19)
 
การเข้าใจรูปแบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันชี้ให้เห็นว่าภาวะตกต่ำเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่เกิดขึ้นเป็นปกติ และทุกครั้งที่ตลาดเข้าสู่ช่วงขาลง ก็จะตามมาด้วยการฟื้นตัวเสมอ รูปแบบที่คาดการณ์ได้นี้เปรียบเสมือนแผนที่กลยุทธ์ระยะยาว ที่ช่วยให้นักลงทุนที่ชาญฉลาดสามารถเตรียมพร้อมเข้าซื้อในช่วงตลาดตกต่ำ แทนที่จะตื่นตระหนกไปตามกระแสของตลาด

กับดักของช่วงตลาดบูม – ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงซื้อในจังหวะที่ควรจะขาย

เป็นเรื่องที่น่าแปลกแต่จริงที่คนส่วนใหญ่มักตัดสินใจเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ตลาดกำลัง “บูม” หรือเฟื่องฟูสุดขีด ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ดีทำให้ผู้คนมีกำลังซื้อสูงขึ้น ประกอบกับกระแสสังคมและคำชักชวนจากคนรอบข้างที่สร้างความรู้สึกว่านี่คือโอกาสที่ต้องรีบคว้าไว้
ทว่าในความเป็นจริง ตามหลักการลงทุนที่ถูกต้องแล้ว ช่วงเวลาที่ตลาดร้อนแรงที่สุดกลับเป็นจังหวะที่นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรจะ “ขาย” เพื่อทำกำไร ไม่ใช่การกระโจนเข้าไป “ซื้อ” ตามกระแส เพราะต้องไม่ลืมว่า หลังจากช่วงเฟื่องฟูแล้วจะเป็นช่วงขาลง คือ ชะลอตัวและตกต่ำตามมา การเข้าซื้อ ณ จุดสูงสุดจึงมีความเสี่ยงสูง ดังที่ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวเตือนไว้ว่า “หากซื้อในช่วงบูมมักจะ “ประสบเภทภัยมากกว่าวาสนา’ “

สาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ติดกับดักนี้คือจิตวิทยาหมู่และอารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผล เมื่อเห็นคนอื่นซื้อก็อยากซื้อตาม โดยไม่ได้วิเคราะห์ว่าตนเองกำลังเข้าสู่ตลาด ณ จุดใดของวัฏจักร

ในปี 2026 ไม่ใช่ฟองสบู่แตก แต่เป็น “ภาวะซึมยาว”: ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวลกว่า

หน้าปก website

สถานการณ์ตลาดใน ปี 2025-2026 ปัจจุบันไม่ใช่การ “แตกของฟองสบู่” ที่รุนแรงและฉับพลันเหมือนวิกฤตปี 2540 แต่เป็นภาวะซบเซาที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อยาวนาน ซึ่งเป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก จากการวิเคราะห์ของ KKP Research เผยให้เห็น 3 ปัญหาหลักที่กำลังกดดันตลาดอยู่ ได้แก่

• อุปทานล้นตลาด (Supply Glut): จากข้อมูลศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ได้รายงานสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพยืปัจจุบันมีที่อยู่อาศัยส่วนเกินในตลาดมากถึง 200,000 ยูนิต ซึ่งคาดว่าอาจต้องใช้เวลานานกว่า 6 ปีในการระบายสต็อกเหล่านี้
 
• กำลังซื้อซบเซา (Weak Demand): การเติบโตทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ของคนไทยส่วนใหญ่กลับหดตัวอย่างต่อเนื่อง
 
• หนี้ครัวเรือนสูง (High Household Debt): ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงประมาณ 90% ของ GDP เป็นตัวบั่นทอนความสามารถในการซื้อและการขอสินเชื่อของผู้บริโภคอย่างมหาศาล
 
ปัญหาทั้งสามไม่ใช่เรื่องแยกส่วน แต่กลับสร้างวงจรเลวร้ายที่เชื่อมโยงกัน หนี้ครัวเรือนที่สูง (ปัญหาที่ 3) บั่นทอนกำลังซื้อโดยตรง (ปัญหาที่ 2) ซึ่งทำให้ไม่สามารถดูดซับอุปทานส่วนเกินมหาศาลได้ (ปัญหาที่ 1) และฉุดรั้งให้ตลาดติดอยู่ในภาวะ “ซึมยาว” ภาวะเช่นนี้อาจสร้างความท้าทายให้เศรษฐกิจในระยะยาวได้มากกว่าวิกฤตที่จบลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ “ทศวรรษที่หายไป” (Lost Decade) ของญี่ปุ่นในอดีต
 
ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2026 เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะซบเซาหรือการถดถอยที่ยืดเยื้อ ซึ่งสอดคล้องกับช่วง “ตกต่ำ” (Trough) หรือช่วงที่กำลังพยายาม “ฟื้นตัว” (Recovery) ของวัฏจักร โดยมีการเคลื่อนไหวที่ช้าและเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง เว้นแต่การระบายสต๊อกอสังหาริมทรัพย์จะเกิดขึ้นได้รวดเร็วตามมาตรการกระตุ้นของรัฐ
บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความด้านอสังหาริมทรัพย์

ปัญหานอมินี “ต่างชาติ”การซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทย

"การใช้ตัวแทนอำพราง" หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ "นอมินี" (Nominee) กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และชลบุรี แม้การมีต่างชาติเข้ามาลงทุนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นเกิดขึ้นอย่างไม่ถูกต้อง ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลทั้งต่อตัวผู้ซื้อ ผู้ขาย และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ (ที่มา: Thai Pbs)

บทความด้านอสังหาริมทรัพย์

ประเภทที่ดินประเทศไทยและปกป้องสิทธิ์จากการครอบครองปรปักษ์

ประเภทเอกสารสิทธิ์ การได้มา ความเสี่ยง การตรวจสอบ ผลกระทบต่อมูลค่า มีที่ดินเป็นโฉนดต้องไปดูทุก 10 ปี น.ส.3ก. น.ส.3 ต้องไปดูทุกปี ไม่งั้นอาจเสียไป เพราะถูกครอบครองปรปักษ์ การตรวจสอบที่ตั้ง คนจำนวนมาก ซื้อบ้านผิดหลัง ซื้อที่ดินผิดแปลง ซื้อที่ดินตกทะเล

ข่าวสาร

ผังเมืองใหม่บูม ‘พรานนก-สาย 4’ ทำเลทองบ้านหรู-ที่ดินพุ่งไร่ละ 100 ล้านบาท

ผังเมืองใหม่บูมทำเลฮอตพรานนก-สาย 4 ขึ้นเท่าตัวหลังการเปิดถนนและปรับเปลี่ยนผังสี ส่งผลราคาที่ดินทะยานขึ้น

ให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ของคุณ

ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาและการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

Learn how we helped 100 top brands gain success.

Let's have a chat