อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีการเติบโตและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้รูปแบบของสถานที่พักตากอากาศ หรือธุรกิจให้บริการที่พักมีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ หรือแม้แต่ผู้ที่กำลังมองหาทรัพย์สินเพื่อซื้อ-ขาย-เช่า มักเกิดความสับสนในนิยามและข้อจำกัดทางกฎหมายของที่พักแต่ละประเภท เช่น โฮสเทล โฮมสเตย์ รีสอร์ท โรงแรม วิลล่า และบังกะโล ซึ่งชื่อเรียกเหล่านี้ไม่ได้มีผลเพียงแค่การทำตลาดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันโดยตรงกับกฎหมายควบคุมอาคาร การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม รวมถึงศักยภาพในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
การปลดล็อกเกณฑ์ "สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม"
ในอดีต หากเจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองอาคารต้องการทำโฮมสเตย์หรือที่พักรายวัน โดยไม่ต้องการเข้าสู่กระบวนการขอใบอนุญาตโรงแรมที่ซับซ้อน จะต้องมีห้องพักไม่เกิน 4 ห้อง และรองรับผู้เข้าพักไม่เกิน 20 คน ซึ่งในเชิงธุรกิจมักไม่เพียงพอต่อการสร้างจุดคุ้มทุน (Break-even Point) สำหรับบางทำเลกฎหมายใหม่ได้ขยายเพดานให้สถานที่พักที่มีห้องพักรวมกัน ไม่เกิน 8 ห้อง และมีผู้เข้าพักรวมกันไม่เกิน 30 คน (ไม่ว่าจะอยู่ในอาคารเดียวกันหรือหลายอาคารภายในรั้วเดียวกัน) จัดอยู่ในกลุ่ม "สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม" ผู้ประกอบการเพียงแค่ยื่นเรื่องแจ้งนายทะเบียนประจำท้องที่ เมื่อผ่านการตรวจสอบสถานที่และได้รับหนังสือรับแจ้ง (มีอายุ 5 ปี) ก็สามารถประกอบกิจการได้อย่างถูกกฎหมาย

การปรับปรุงประเภทที่พักแรมปัจจุบัน
1. โรงแรม (Hotel) คือ ที่พักเน้นมาตรฐานการบริการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
2. รีสอร์ท (Resort) คือ ที่พักประเภทหนึ่งที่เน้นพื้นที่กว้างขวาง การพักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติ มีกิจกรรมสันทนาการซึ่งในตามกฏหมายจัดเป็นโรงแรมเช่นเดียวกัน
3. โฮสเทล (Hostel) คือ ที่พักราคาประหยัด ที่พักรูปแบบเตียงรวมใน 1 ห้องพัก) เช่น เตียงสองชั้น โดยผู้เข้าพักจะแชร์ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น หรือห้องครัวส่วนกลางร่วมกัน ตอบโจทย์กลุ่ม Backpacker หรือนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันได้ระบุมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับห้องพักรวม เช่น ต้องมีการระบุเลขที่ประจำเตียง มีสัดส่วนห้องน้ำและห้องส้วมที่เหมาะสมกับจำนวนผู้เข้าพัก
4. โฮมสเตย์ (Homestay) คือ ที่พักเน้นการพักร่วมกับเจ้าของบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมักเข้าข่าย "สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม" หากมีขนาดเล็กตามกฎหมายกำหนด (เดิมตามกฎหมายกำหนดอย่างน้อยต้องมีห้องพัก 4 ห้องขึ้นไป และรองรับจำนวนผู้พักไม่เกิน 20 คน)
5. วิลล่า/พลูวิลล่า คือ บ้านพักตากอากาศที่เน้นความเป็นส่วนตัวขั้นสูงสุด มักเป็นบ้านพักเดี่ยวที่มีพื้นที่กว้างขวาง สถาปัตยกรรมหรูหรา และมักมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนตัว เช่น สระว่ายน้ำ (Pool Villa) สวนพักผ่อน หรือแม่บ้านส่วนตัว หากนำวิลล่ามาปล่อยเช่ารายวันเชิงพาณิชย์ จะถือว่าเข้าข่ายธุรกิจโรงแรม การนำบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมมาปล่อยเช่ารายวันแบบ "วิลล่า" หรือ "โฮสเทล" โดยไม่ได้รับอนุญาต เสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน ระงับกิจการ และไม่สามารถนำรายได้ไปคำนวณมูลค่าทรัพย์สินในการขอสินเชื่อได้
6. บังกะโลคือบ้านพักขนาดเล็กชั้นเดียวที่ปลูกแยกเป็นหลังๆ โครงสร้างเรียบง่าย มักใช้วัสดุในการก่อสร้างที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ไม้ ไม้ไผ่ หรือหลังคามุงจาก (ปัจจุบันอาจประยุกต์ใช้วัสดุสมัยใหม่) นิยมสร้างตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ริมหาด หรือเชิงเขา สิ่งอำนวยความสะดวกภายในมักมีเพียงพื้นฐานที่จำเป็น หากรวมกันหลายหลังและให้บริการเช่ารายวันเกิน 8 ห้อง หรือเกิน 30 คน จะต้องเข้าสู่กระบวนการขอใบอนุญาตโรงแรมเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ยังเปิดกว้างให้อาคารรูปแบบพิเศษ เช่น แพ สิ่งปลูกสร้างจากผ้าใบ (Glamping) หรือโครงสร้างที่แขวนสูงกว่า 2 เมตร สามารถเข้าสู่ระบบใบอนุญาตได้ หากมีวิศวกรรับรองความปลอดภัย

การปรับปรุงประเภทประกอบธุรกิจโรงแรม
กฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการปลดล็อกเงื่อนไขเดิม เปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ครอบครองอาคารพาณิชย์ หรือเจ้าของที่ดิน สามารถปรับปรุงอาคารและนำธุรกิจที่พักของตนเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ ดังนี้
(1) โรงแรมประเภท 1 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพัก และมีห้องพัก ไม่เกิน 50 ห้อง
(2) โรงแรมประเภท 2 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพักเกิน 50 ขึ้นไป (ตั้งแต่ 51 ห้อง) หรือโรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร
(3) โรงแรมประเภท 3 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่ สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ หรือห้องประชุมสัมมนา (มีสถานบริการ หรือ ห้องประชุมสัมมนาอย่างใดอย่างหนึ่ง)
(4) โรงแรมประเภท 4 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่ สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และห้องประชุมสัมมนา (มีสถานบริการ และ ห้องประชุมสัมมนาทั้งสองอย่าง)
สถานการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อตลาดที่พักขนาดเล็ก
การท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัวและเทรนด์การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มองหาที่พักแบบ Experience-based ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น มากกว่าห้องพักมาตรฐานในโรงแรมขนาดใหญ่ ปัจจัยนี้ผลักดันให้ความต้องการ (Demand) ในตลาดโฮสเทลและบูทีคโฮเต็ล (Boutique Hotel) เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การปรับปรุงกฎหมายที่พักแรมทำให้ที่พักขนาดเล็กเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับการคุ้มครองในด้านมาตรฐานความปลอดภัย เช่น ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ และโครงสร้างอาคารที่ได้รับการตรวจสอบ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าพัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยท้าทายของผู้ประกอบการในอดีตคือ "กฎหมายควบคุมอาคาร" เนื่องจากอาคารพาณิชย์ หรือ "ตึกแถว" ส่วนใหญ่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโรงแรมตั้งแต่ต้น การดัดแปลงอาคารจึงต้องเผชิญกับข้อกำหนดที่เข้มงวด เช่น ขนาดความกว้างของบันได ระยะร่น พื้นที่ว่าง หรือที่จอดรถ เมื่อกฎหมายพักแรมและกฎหมายควบคุมอาคารมีความผ่อนปรนและยืดหยุ่นมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยเชิงบวกที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ในตลาดนี้ แต่อาคารเก่าเกินไป การดัดแปลงให้ได้มาตรฐานอาจมีต้นทุนสูงจนไม่คุ้มค่าการลงทุน
ผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน
สิ่งที่นักลงทุนและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ควรจับตามอง คือ ผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน (Property Valuation) ในอดีต การนำอาคารพาณิชย์ที่ทำโฮสเทลแบบผิดกฎหมายมาประเมินมูลค่า ผู้ประเมินมักไม่สามารถนำรายได้จากธุรกิจโรงแรมมาคำนวณมูลค่าด้วยวิธีพิจารณารายได้ (Income Approach) ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Risk) จากการกระทำผิดกฎหมาย
แต่เมื่อที่พักเหล่านี้เข้าสู่ระบบ มีเอกสารรับแจ้งหรือมีใบอนุญาตถูกต้อง อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังหรือ Capitalization Rate (Cap Rate) ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า จะสะท้อนระดับความเสี่ยงที่ลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินประเมินสูงขึ้นตามความเป็นจริงเชิงพาณิชย์ สำหรับนักพัฒนาโครงการ (Developer) ที่กำลังมองหาโอกาสซื้อตึกแถวเก่าเพื่อนำมารีโนเวท ควรให้ความสำคัญกับการทำ Feasibility Study ควบคู่ไปกับการตรวจสอบศักยภาพอาคารทางกฎหมายตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนแฝงจากการปรับปรุงโครงสร้างที่ไม่คาดคิด
แหล่งอ้างอิง
กฎกระทรวง กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยกฎกระทรวง กำหนดลักษณะและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2566
พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547
