ในการประเมินมูลค่านั้นสิทธิในที่ดิน การได้มาของที่ดิน ภาระผูกพันต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบถึงตำแหน่งของที่ดินที่แท้จริง อาณาเขตบริเวณที่ดิน สภาพที่ดินที่เป็นอยู่ เป็นสาระสำคัญส่งผลต่อมูลค่าทรัพย์สินเป็นอย่างมาก จึงต้องทำความเข้าใจถึงสิทธิและการตรวจสอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นลำดับดังนี้
เริ่มต้นด้วยความหมายของ “ที่ดิน” ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ซึ่งประกาศใช้ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ได้ให้ความหมายของที่ดินไว้ว่า หมายถึง “พื้นที่ดินโดยทั่วไป และให้ หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเลด้วย” โดยความหมายจะกว้างกว่าที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งจะหมายความถึง เฉพาะที่ดินเท่านั้น
ประเภทที่ดินในประเทศไทย
ที่ดินในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันได้แก่
1. ที่ดินของรัฐ
2. ที่ดินของเอกชน
ที่ดินของรัฐ
ที่ดินของรัฐจะแยกออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ยังแยกย่อยได้อีกดังนี้
1.1 ที่ดินรกร้างว่างเปล่า และที่ดินที่มีผู้เวนคืน หรือที่ดินที่ทอดทิ้งตกเป็นของรัฐตาม กฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่า หมายถึงที่ดินที่ยังไม่มีการถูกครอบครอง โดยเอกชนโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ดินที่มีผู้เวนคืนได้แก่ที่ดินที่ประชาชนทั่วไปยกให้เป็น สาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เช่นยกให้เป็น ถนน สวนสาธารณประโยชน์ หรือคลองชลประทาน เป็น ต้น ซึ่งการยกให้เป็นสาธารณประโยชน์นั้นไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียง แค่มีเจตนาอุทิศให้ก็ถือว่าสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ส่วนกรณีที่ดินที่ทอดทิ้งตกเป็นของรัฐตาม กฎหมายที่ดินมาตรา 6 โดยที่ดินที่ถูกทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ ถ้าเป็นเอกสารสิทธิ์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนดที่ดินท้องทิ้งเกิน 10 ปี และถ้าเป็นเอกสารสิทธิที่เป็นสิทธิครอบครอง เช่น น.ส.3 เกิน 5 ปีขึ้นไปอาจถูกเพิกถอนเป็นของรัฐได้ ดังกล่าว ถ้าอธิบดีกรมที่ดินยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนที่ดิน
1.2 ที่ดินที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ถนน แม่น้ำ ลำคลอง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเล
1.3 ที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เช่น ที่ดินที่เป็นที่ตั้งสถานที่ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ กระทรวง เป็นต้น
2. ที่ดินอันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ที่ดินที่เป็นทรัพย์สินแผ่นดินได้แก่ ที่ราชพัสดุ อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์คือกระทรวงการคลัง, ทีดินของจุฬาลงกรณ์ เป็นต้น ที่ดินประเภทนี้รัฐถือครองคล้ายกับเอกชน ซึ่งหน่วยงานรัฐสามารถนำมาให้เอกชนเช่าทำประโยชน์ได้
ที่ดินเอกชน
ส่วนที่ดินเอกชนแยกออกเป็น 2 ประเภท ตามสิทธิในที่ดิน
1. ประเภทที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์
2. ประเภทที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็นสิทธิครอบครอง
ความเหมือนระหว่างกรรมสิทธิ์ และสิทธิครอบครอง คือ เจ้าของกรรมสิทธิ์ และสิทธิ ครอบครองต่างอยู่ในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน มีสิทธิใช้สอย จำหน่ายจ่ายโอน ได้มาซึ่งดอกผล และ ติดตามเอาคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือ และมีความแตกต่างระหว่างกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครอง ดังนี้
1. วิธีจำหน่ายจ่ายโอน ตามกฎหมายแล้วการซื้อขายที่ดิน เอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็น กรรมสิทธิ์ จะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่ในกรณีที่ดินที่ มีเอกสารสิทธิ์เป็นสิทธิครอบครองสำหรับ น.ส.3 และ น.ส.3 ก. ต้องจดทะเบียนเช่นกัน แต่ เอกสารสิทธิ์บางประเภท เช่น แบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) การซื้อขายเพียงแค่ส่งมอบการ ครอบครองก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
2. ข้อสันนิษฐานตามกฎหมาย ศักดิ์ทางกฎหมายของเอกสารสิทธิประเภทกรรมสิทธิ์ จะดีกว่า คือ ผู้มีชื่ออยู่ในโฉนดที่ดิน กฎหมายสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของที่ดินนั้น แต่ในส่วนของ ผู้ที่มีชื่ออยู่ในเอกสารสิทธิ์ประเภทสิทธิครอบครอง เช่น สค.1, น.ส. 3 หรือ น.ส.3ก. นั้นกฎหมาย ถือว่าผู้มีชื่ออยู่ในเอกสารสิทธิไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินเสมอไป
3. การแย่งการครอบครอง ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินประเภทสิทธิครอบครอง เช่น หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3, น.ส.3 ก.) ใช้เวลาในการแย่งการครอบครองเพียง 1 ปี เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรค 2 ได้บัญญัติไว้ว่า การฟ้อง คดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น ท่านว่าต้องฟ้องภายในหนึ่งปี นับแต่เวลาถูกแย่งการ ครอบครอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีที่ดิน 1 แปลง เอกสารสิทธิที่ดินเป็น น.ส.3 ตั้งอยู่ในจังหวัด เชียงใหม่ แต่เราไม่ค่อยไปดูแลปล่อยไว้ ถ้ามีบุคคลอื่นเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินของเรา เช่น เข้า มาทำการเกษตรกรรม (ทำนา) เลี้ยงสัตว์ ปลูกบ้าน หรือขุดบ่อปลา ถ้าเราไม่ไปฟ้องศาลขับไล่ ภายในระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ถูกแย่งการครอบครอง (ไม่ใช่นับตั้งแต่วันรู้การถูกแย่ง) ที่ดินแปลงนี้ อาจตกเป็นของผู้แย่งการครอบครองได้
การครอบครองปรปักษ์ที่ควรรู้
ส่วนเอกสารสิทธิ์ที่ดินประเภทกรรมสิทธิ์ ใช้หลักการ “ครอบครองปรปักษ์ “ โดยประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 บัญญัติว่า ผู้ใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบ และเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์ทันทีตามกฎหมาย (แต่ยันได้กับเจ้าของที่ดินเท่านั้น หากจะใช้กับ บุคคลภายนอก ต้องร้องต่อศาล)
สาระสำคัญการครอบครองปรปักษ์ เป็นดังนี้
1. ที่ดินที่ครอบครองต้องเป็นของผู้อื่นและเอกสารสิทธิ์ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น เช่น โฉนดที่ดิน โฉนดตราจอง โฉนดแผนที่ ตราจองที่ตราว่าได้ทำประโยชน์แล้ว ถ้าเป็น น.ส.3 น.ส.3ก ไม่เข้าในกรณีนี้ (ใช้การแย่งการครอบครอง 1 ปีดังกล่าว)
2. ต้องครอบครองโดยสงบและเปิดเผย คือ ไม่ถูกเจ้าของที่ดินเดิมแจ้งความดำเนินคดี อาญาในข้อหาบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ หรือไม่ถูกฟ้องในคดีแพ่งต่อศาลขับไล่ออกจาก อสังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นเพียงส่งคนไปขับไล่ ด่าว่ารบกวนไม่ให้อยู่ได้อย่างปกติสุข กรณีเช่นนี้ยัง ถือว่าการครอบครองยังสงบอยู่ ส่วนการครอบครองโดยเปิดเผยได้แก่ ไม่มีเจตนาซ่อนเร้น ไม่ได้ แอบไปครอบครอง เช่นแอบไปครอบครองเฉพาะตอนกลางคืน กรณีอย่างนี้ถือได้ว่าไม่เปิดเผย
3. แสดงเจตนาเป็นเจ้าของ เช่น เข้าไปทำการเกษตรกรรม ทำนา เลี้ยงสัตว์ ปลูกบ้าน อาศัย หรือขุดบ่อปลา ขอเลขที่บ้าน ล้อมรั้ว เสียภาษีบำรุงท้องที่ พฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าเป็นการ แสงเจตนาเป็นเจ้าของทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นการเช่า เช่นเช่าทำนา ถึงแม้จะครอบครองติดต่อกันเกิน 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ กรณีนี้ถือว่าเป็นการครอบครองแทนผู้ให้เช่าเท่านั้น
4. ต้องครอบครองติดต่อกันสิบปี จะขาดช่วงไม่ได้ ต้องเป็นการครอบครองอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดตอน
5. เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์: ต้องเป็นที่ดินที่มี “โฉนดที่ดิน (น.ส.4)” เท่านั้นที่ครอบครองปรปักษ์ 10 ปีได้ (ที่ดินประเภท น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก. เป็นเพียงสิทธิครอบครองใช้เวลา 1 ปี เท่านั้น)
6. ประเภทที่ดินที่ไม่อาจครอบครองปรปักษ์ ได้ ได้แก่ ที่ดินของรัฐ, ที่ดินวัดและธรณีสงฆ์ และที่ดินกัลปนา ที่ซุึ่งมีผู้อุทิศเฉพาะผลประโยชน์ให้วัด หรือศาสนา
การป้องกันสิทธิการครอบครองที่ดินจากการครอบครองปรปักษ์
สำหรับผู้ที่มีที่ดินหรือบ้านที่ไม่ได้อยู่อาศัยเป็นประจำ สามารถป้องกันการถูกอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้
- หมั่นไปตรวจตราที่ดินอย่างสม่ำเสมอ: อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อดูว่ามีใครบุกรุกเข้ามาทำประโยชน์ หรือมีสิ่งปลูกสร้างแปลกปลอมเกิดขึ้นหรือไม่
- แสดงความเป็นเจ้าของให้ชัดเจน: เช่น การล้อมรั้วกั้นอาณาเขตที่ดิน ติดป้ายประกาศว่าเป็นที่ดินส่วนบุคคลห้ามบุกรุก หรือการไปเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประจำทุกปี
- ทำสัญญาเช่าให้ถูกต้อง: หากพบว่ามีชาวบ้านหรือบุคคลอื่นเข้ามาทำประโยชน์ในที่ดิน และคุณมีความเห็นใจไม่อยากขับไล่ ควรจับมาทำ “สัญญาเช่า” ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะเก็บค่าเช่าในราคาถูกก็ตาม เพราะการมีสัญญาเช่าจะเป็นหลักฐานยืนยันว่าบุคคลนั้นเข้ามาอยู่โดยไม่ได้มีเจตนาเป็นเจ้าของ
- แจ้งความหรือฟ้องขับไล่: หากพบผู้บุกรุกและเจรจาไม่เป็นผล ต้องรีบดำเนินการแจ้งความลงบันทึกประจำวัน หรือปรึกษาทนายความเพื่อฟ้องร้องขับไล่ทันที อย่าปล่อยปละละเลยจนเวลาล่วงเลยผ่านไป
การครอบครองปรปักษ์ไม่ใช่กฎหมายที่น่ากลัว หากเราในฐานะเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีความใส่ใจและดูแลทรัพย์สินของตนเองอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจสอบและแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน จะช่วยปกป้องที่ดินอันมีค่าของคุณให้คงเป็นมรดกตกทอดสู่ลูกหลานได้อย่างปลอดภัย
หากคุณกำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเปล่า บ้าน หรือคอนโดมิเนียม ให้ Modern Property Consultants เป็นตรวจสอบและผู้ช่วยคัดสรรทำเลทองที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ