การปรับผังเมืองใหม่ จากสีม่วงเป็นสีแดง ถือว่าเป็นการตอบโจทย์การใช้พื้นที่ในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปมาก เป็นย่านที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม เพราะเมืองขยายจากกรุงเทพฯมายังโซนนี้มากขึ้น ส่วนนิคมอุตสาหกรรมควรต้องขยับไปยังโซนนวนครและบางกะดี การที่มีโครงการของกลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปพัฒนา จะทำให้ย่านรังสิตกลายเป็นฮับขนาดใหญ่ขึ้นอีกมาก
เพราะเดิมก็มีทั้งฟิวเจอร์พาร์ครังสิต มหาวิทยาลัยชั้นนำ นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ตลาดรังสิต ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ซึ่งมีคนอยู่อาศัยอีกหลายแสนคน น่าจะเป็นจำนวนประชากรที่ใหญ่สุดของจังหวัดปริมณฑล และน่าจะเป็นฮับใหญ่ระดับภาค เพราะจะใหญ่กว่าย่านเมกาบางนาและย่านเซ็นทรัล เวสต์เกตอีกด้วย” วสันต์กล่าว
“วสันต์” กล่าวว่า ภาพของทำเลรังสิตต่อไปจะมีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ตามมาอย่างแน่นอน เช่น โครงการที่อยู่อาศัย จากปัจจุบันมีอยู่แล้วโดยเฉพาะแคมปัสคอนโดฯ ราคา 1 ล้านต้น ๆ ที่เกิดขึ้นมาก โดยกลุ่มลูกค้าจะเป็นทั้งวัยทำงานและนักศึกษา ทั้งเป็นการซื้อเพื่ออยู่เอง และซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า ต่อไปจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันราคาที่ดินยังไม่แพงมาก อย่างเช่น รังสิต ปัจจุบันอยู่ที่ 1 แสนบาทต่อ ตร.ว. แต่หลังผังเมืองเปลี่ยนคงจะปรับขึ้นเป็น 2-3 แสนบาทต่อ ตร.ว
ล่าสุดเห็นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการบ้านชาวไทย “D:CRAFT คลองหลวง” ตรงข้าม ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาเป็นคอนโดฯสูงไม่เกิน 8 ชั้น บนเนื้อที่ 115 ไร่ จำนวน 60 อาคาร รวม 7,500 ยูนิต ขนาด 30-60 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 1.6-3.2 ล้านบาท สะท้อนว่าเริ่มเห็นโอกาสของการเติบโตของทำเล
“หลังจากที่เมืองจะมีการขยายตัวมากขึ้น ภาครัฐน่าจะมีการพิจารณาสร้างศูนย์ราชการแห่งใหม่มายังโซนเหนือเพิ่ม เพื่อเป็นการบรรเทาความแออัดศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่ขณะนี้พื้นที่เช่าทั้งอาคารเก่าและอาคารใหม่ค่อนข้างเต็ม” วสันต์ทิ้งท้าย
นอกจากบิ๊กโปรเจ็กต์ของ “กลุ่มเซ็นทรัล” แล้ว ยังมีที่ดินอีกแปลงที่น่าจับตาคือ ที่ดิน 125 ไร่ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งอยู่ติดกับรถไฟฟ้าสายสีแดง ก่อนหน้านี้ได้ยื่นขอปรับสีผังเมืองใหม่เช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพของพื้นที่ให้สามารถพัฒนาได้มากขึ้น คาดว่าจะเป็นโครงการมิกซ์ยูส มีทั้งพื้นที่พาณิชยกรรม และที่อยู่อาศัย ส่วนจะมีการขยับอะไรตามมาหรือไม่ ยังต้องติดตาม
ที่มา: อ.วสันต์ คงจันทร์ให้สัมภาษณ์กับประชาธุรกิจ https://www.prachachat.net/property/news-1956539“